fbpx
Follow us :
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

การตรวจเลือดสำหรับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

เราจะมาพูดถึงเรื่อง โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่นอกจากโรคเอดส์ที่ได้เคยเขียนเอาไว้แล้วนะคะ สำหรับครั้งนี้จะพูดถึงการตรวจเลือดสำหรับซิฟิลิส และไวรัสตับอักเสบ บี ซึ่งเริ่มเป็นที่รู้จักกันมากขึ้น

images (6)

การตรวจเลือดสำหรับซิฟิลิส

การตรวจเลือดสำหรับซิฟิลิสจัดเป็นการตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่สำคัญ วิธีการตรวจมีหลายชนิด แต่ที่นิยมปฏิบัติพอจะแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มคือ

  1. การตรวจชนิดไม่เฉพาะ (Non-treponemal test) เป็นการตรวจที่ทำได้ง่าย ราคาถูก และรู้ผลอย่างรวดเร็ว อย่างไรกีดีอาจมี ผลบวกปลอมเกิดขึ้นได้ ทั้งนี้เพราะสิ่งที่เราตรวจวัดในเลือดนั้นเป็นแอนติบอดีต่อสารโปรตีนหลาย ๆ ชนิด การตรวจในกลุ่มนี้ได้แก่
  •  การตรวจ VDRL (Venereal Diseases Research Laboratory)
  •  การตรวจ RPR (Rapid Plasma Reagins Test) ซึ่งการอ่านผลจะทำได้เร็วกว่า VDRL

 ผลการตรวจจะอ่านออกมาโดยประมาณ เช่น บวกน้อย (Weakly reactive) บวกปานกลาง (Moderate reactive) หรือบวกมาก (Strongly reactive) หรือห้องปฎิบัติการนั้นอาจจะละลายนํ้าเหลือง (Dilute) และหาระดับของแอนติบอดีมาให้ด้วยจะรายงานผลเป็นผลบวก 1 : 2, 1 : 4, 1 : 8, 1 : 16, 1 : 32 ฯลฯ การรายงานผลลักษณะนี้จะมีประโยชน์ในการติดตามผลการรักษาว่าได้ผลหรือไม่ แต่การตรวจชนิดไม่เฉพาะเกิดผลบวกปลอมได้ทั้ง การตรวจ VDRL และ RPR ซึ่งอาจจะพบได้ 2 ชนิดคือ

– ผลบวกปลอมชนิดเป็นอยู่ชั่วคราว (น้อยกว่า 6 เดือน) พบบ่อยในการ ติดเชื้อไวรัส เช่น ไข้หวัด หรือการติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด

– ผลบวกปลอมชนิดเรื้อรัง (เป็นมากกว่า 6 เดือน) พบบ่อยในคนที่มีโรคภูมิต้านทานต่อเนื้อเยื่อของตนเอง (Autoimmune disease) หรือในโรคมะเร็งของต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma)

         2. การตรวจชนิดเฉพาะ (Specific หรือTreponemal test)

ได้แก่การตรวจซึ่งมีความแม่นยำสูงเฉพาะสำหรับโรคซิฟิลิสเท่านั้น การ ตรวจดังกล่าวนี้ยุ่งยาก สิ้นเปลือง และต้องอาศัยความชำนาญมากกว่าในกลุ่มแรกมาก แต่ก็มีประโยชน์มากในการยืนยันการวินิจฉัยโรคซิฟิลิส ในกรณีที่อาการแสดงของโรคไม่ชัดเจน เช่น โรคซิฟิลิสในระยะแฝง โรคซิฟิลิสของหัวใจ โรคซิฟิลิสระบบประสาทและโรคซิฟิลิสแต่กำเนิด เป็นต้น การตรวจในกลุ่มนี้ได้แก่

1. การตรวจ FTA-ABS (Fluorescent Treponemal Antibody Absorption Tests) วิธีการตรวจนี้จะมีความไวและแม่นยำสูงสุด แต่ต้องอาศัยกล้องจุลทรรศน์พิเศษ และห้องปฎิบัติการที่ตรวจควรมีความชำนาญมากพอควร

2. การตรวจ TPHA (Treponema Pallidum Hemagglutination Assay) วิธีการตรวจนี้ทำง่ายกว่าวิธีที่ 1 แต่มีข้อเสียคือ ความไวและความแม่นยำจะลดลงไปบ้าง

ข้อบ่งชี้ในการตรวจเลือดสำหรับโรคซิฟิลิส

  1. ควรตรวจ VDRL หรือ RPR ทันทีเมื่อเกิดเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นชนิดใดก็ตาม และควรมีการตรวจซ้ำอีกอย่างน้อย 1 ครั้งใน 3 เดือน
  2.  ควรตรวจ VDRL หรือ RPR อย่างน้อย 1 ครั้งภายใน 3 เดือนหลังจากไปมีเพศสัมพันธ์กับคนที่อาจเป็นพาหะของโรค เช่น หญิงโสเภณี หรือเพื่อนชายที่มีประวัติสำส่อนทางเพศ
  3.  ควรตรวจ VDRL หรือ RPR ก่อนสมรส ทั่งฝ่ายชายและหญิง
  4.  ควรตรวจ VDRL หรือ RPR เมื่อตั้งครรภ์ได้ 3 เดือน และควรตรวจซ้ำ อีกครั้งเมื่อตั้งครรภ์ได้ 6 เดือน หรือใกล้คลอด
  5.  ทารกที่เกิดจากแม่ที่มีเลือดบวก จะต้องได้รับการตรวจเลือดโดยวิธี VDRL หรือ RPR ร่วมกับ FTA-ABS หรือ TPHA ด้วยเสมอ และติดตามตรวจซ้ำทุก ๆ เดือน ประมาณ 3-6 เดือนจนกว่าแน่ใจว่าจะไม่ติดโรค
  6. ควรตรวจ VDRL หรือ RPR ร่วมไปด้วยในการตรวจเช็คสุขภาพ ประจำปีทุกครั้ง ถ้ามีประวัติเพศสัมพันธ์สำส่อน ในกรณีพบผลบวกขึ้นมาจะต้องตรวจ FTA-ABS หรือ TPHA ซ้ำเพี่อให้แน่ใจว่าเป็นผลบวกจริง ซึ่งหมายถึงการมีโรคซิฟิลิสระยะแฝง
  7. ควรตรวจ VDRL หรือ RPR ร่วมกับ FTA-ABS หรือ TPHA ในกรณีที่เกิดอาการซึ่งสงสัยว่าจะเป็นโรคซิฟิลิส เช่น มีแผลริมแข็งที่อวัยวะเพศ มีผื่นไม่คันตามตัว มีผมร่วง มีต่อมนํ้าเหลืองโตทั่ว ๆ ไป หรือมีอาการทางระบบประสาท เช่น หลงลืม บุคลิกภาพเปลี่ยนแปลง ตามัว ประสาทหูเสื่อม อาการชักในผู้ใหญ่ อาการเดินเซ เป็นต้น

การวินิจฉัยให้แน่นอนลงไปว่าเป็นโรคซิฟิลิสจริงหรือไม่ และเป็นระยะ ไหนมีความสำคัญมาก ทั่งนี้เพราะการรักษามีความแตกต่างกันในโรคระยะต่าง ๆ หากการรักษาผิดพลาดหรือไม่ได้ผลเต็มที่ อาจเกิดความพิการเกินกว่าจะแก้ไขได้ เช่น ตาบอด เป็นอัมพาต

images (7)

การติดตามผลการรักษาโรคซิฟิลิสโดยการตรวจเลือด

การตรวจ VDRL หรือ RPR สามารถใช้ติดตามผลการรักษาโรคซิฟิลิส ในระยะเริ่มแรกได้ กล่าวคือ โรคในระยะแรก (เป็นน้อยกว่า 2 ปี) มักจะมีระดับของแอนติบอดีสูง จะตรวจ VDRL หรือ RPR มีระดับสูง

 หากพบว่าหลังจากการรักษาแล้ว ระดับของการตรวจเลือดไม่ลดลง หรือกลับสูงขึ้น สาเหตุที่เป็นไปได้คือ

1. การรักษาไม่ได้ผล เซ่น ได้รับยาในขนาดน้อยเกินไป

2. มีโรคซิฟิลิสของระบบประสาทแฝงอยู่

3. ติดเชื้อใหม่

การตรวจเลือดสำหรับโรคไวรัสตับอักเสบชนิดบี

เนื่องจากโรคไวรัสตับอักเสบชนิดบี ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อที่พบบ่อยชนิดหนึ่งนั้น สามารถแพร่กระจายได้จากการได้รับเลือด หรือมีเพศสัมพันธ์กับคนที่เป็นพาหะของโรค โรคนี้จึงพบได้บ่อยในผู้ที่มีเพศสัมพันธ์สำส่อน อาทิเช่น ในชายรักร่วมเพศ จะเป็นพาหะของโรคนี้สูงกว่าคนธรรมดาตั้งแต่ 3- 10 เท่าแล้วแต่การศึกษาในแต่ละประเทศ แม้ว่าส่วนใหญ่ของผู้ที่เป็นไวรัสตับอักเสบชนิดบีจะหายได้เอง แต่ส่วนหนึ่งอาจจะมีอาการของตับอักเสบเรื้อรัง จนกลายเป็นโรคตับแข็ง หรือเป็นมะเร็งของตับในที่สุด ในปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบที่ได้ผลดี

images (9)
images (10)

ในปัจจุบันมีวิธีการตรวจหลายวิธี แต่วิธีที่ได้ความแม่นยำสูงได้แก่วิธีที่ เรียกว่า ELISA (Enzyme-linked immunosorbent assay) หรือวิธี RIA (Radio-lmmuno assay) ทั้งสองวิธีทำได้ในประเทศไทย แต่ราคาแพง วิธีที่นิยมทำกันทั่วไปได้แก่วิธี RPHA (Reverse Passive Hemagglutination Assay) ซึ่งราคาถูกกว่ามาก และในปัจจุบันสามารถเตรียมน้ำยาทดสอบในประเทศไทยได้แล้ว การตรวจควรตรวจหา 2 อย่างคือ

  •  เอสแอนติเจน หาเชื้อไวรัสตับ ชนิดบี (HBsAg)
  •  แอนติบอดีต่อคอร์แอนติเจน หาภูมิคุ้มกันเพื่อหาการเป็นพาหะ (HBcAb)

ถ้าพบว่าได้ผลลบทั้งสองอย่าง แสดงว่ายังไม่เคยได้รับเชื้อมาก่อน  ในคนที่พบผลบวกชนิดเอสแอนติเจน (HBsAg) ควรตรวจดูการทำงานของตับเพิ่มเติม เพื่อดูว่าอาจเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรังหรือไม่

สนใจการตรวจสุขภาพสอบถามได้ที่ healthlabclinic

บทความที่เกี่ยวข้อง

ไต
เค็ม ไม่เค็ม ก็มีโอกาสเป็น “โรคไต” ได้อยู่นะ
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
Sexually Transmitted Diseases
ตรวจหาเชื้อ HIV
วิธีตรวจหาเชื้อ HIV

บทความยอดนิยม

ซิฟิลิส
Syphilis
Long COVID
Long COVID
ให้ยีนบอกวิธีลดน้ำหนัก
Weight Sensor ตรวจยีน บอกวิธีลดน้ำหนัก
มหาชัย ทีแอลซี สาขา มหาชัย
เฮลท์แลป สาขา อ่อนนุช
เฮลท์แลป สาขา หัวหิน
นุชรัตน์เฮลท์แลป สาขา หัวนา
เลือกช่องทางนัดหมาย