fbpx
Follow us :
บริจาคเลือด

ดีอย่างไรทำไมถึงต้องบริจาคเลือด

จากที่ผมได้พูดถึงการตรวจ หมู่เลือด กันไปแล้ว วันนี้ผมก็จะบอกเล่ากันต่อ ถึงการบริจาคเลือดครับ ก่อนอื่นๆเรามารู้จักเลือดของเรากันก่อนครับ

เลือด ทุกคนคงนึกออกว่าหน้าตาเป็นอย่างไร แต่รู้หรือไม่ครับ ว่าเม็ดเลือดแดงนั้นนอกจากเป็นตัวพา ออกซิเจน และคาร์บอนไดออกไซด์ แล้ว ยังมีเม็ดเลือดขาวทำหน้าที่เป็นทหารในการป้องกันร่างกายจากเชื้อโรค มีเกร็ดเลือดเป็นตัวช่วยในการทำให้เลือดหยุดไหล และมีน้ำเลือดเป็นตัวพาเจ้าเซลล์ทั้งหมด รวมถึงสารอาหารไหลไปตามกระแสเลือด ช่วยรักษาความเป็น กรด – เบส สมดุลของ น้ำ และรักษาระดับอุณหภูมิของร่างกาย ซึ่งปกติแล้ว

       เม็ดเลือดแดง จะมีประมาณ  40 – 45%  ของเลือดทั้งหมด มีอายุประมาณ 90 – 120 วัน

       เม็ดเลือดขาว จะมีประมาณ 1% ของเลือดทั้งหมด มีอายุ 7 – 14 วัน

Blood donor 1

       เกร็ดเลือด จะมีอยู่ประมาณ 5% ของเลือดทั้งหมด มีอายุ  3 – 4 วัน สุดท้ายน้ำเลือด จะมีปริมาณ 55% ของเลือดทั้งหมด

เมื่อเลือดหมดอายุก็จะถูกนำไปทำลาย เห็นไม่ครับว่าเลือดสำคัญแค่ไหน และก็มีวันหมดอายุด้วย ดังนั้นเมื่อร่างกายมีการเสียเลือดปริมาณมากในคราวเดียวก็ต้องหาเลือดใหม่เข้าไปทดแทนครับเพราะทำให้ระบบของร่างกายยังคงทำงานต่อไปได้ เรามาดูกันว่าเพราะอะไรบ้างที่คนเราต้องการเลือดเข้าไปทดแทน

ผู้รับบริจาคเลือด ที่เห็นได้ชัดเลยก็ ผู้ที่ประสบอุบัติเหตุครับ กลุ่มอื่นๆอย่าง หญิงผ่าคลอด ผู้ที่เป็นโรคกระเพาะ ผู้ป่วยธาลัสซีเมีย (ผู้เป็นโรคโลหิตจาง) ผู้ป่วยผ่าตัด ผู้ป่วยมะเร็ง การรักษาหลาย ๆ อย่างในปัจจุบันนี้ เช่น การผ่าตัดใหญ่ การปลูกถ่ายอวัยวะ หรือ การปลูกถ่ายไขกระะดูก เป็นต้น จะเห็นได้ว่ามีผู้รับบริจาคเลือดอยู่อีกมากเลยครับ เป็นเหตุผลว่าทำไมเลือดที่บริจาคนั้น ถึงไม่เคยเพียงพอเลย และเป็นส่วนนี้ที่ผมอยากบอกเล่าเรื่องนี้ครับ เรารู้แล้วว่าทำไมต้องบริจาคเลือด มาดูข้อดีกันครับ

ผู้บริจาคเลือด มีข้อดีอย่างแรกเลยครับ ได้เปลี่ยนถ่ายเลือดทุก 3 เดือนครับ อย่างที่บอกไปอย่างไรทุก 90 – 120 วัน เมื่อเลือดหมดอายุก็ต้องถูกกำจัดอยู่แล้วสู้เอาไปบริจาคไม่ดีกว่าหรือครับ ได้ช่วยผู้ป่วยด้วย ถัดมากระตุ้นให้ไขกระดูกได้มีการทำงานอย่างสม่ำเสมอทำให้ไขกระดูกนั้นแข็งแรง เพราะไขกระดูกเป็นตัวต้นในการสร้างเม็ดเลือดนั้นเอง ทำให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดใหม่ รวมถึงทั้งเม็ดเลือดขาว กับ เกล็ดเลือด ทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานที่ดีขึ้นเพราะถูกกระตุ้นให้สร้างใหม่อยู่ตลอด ที่แน่ๆ ได้บุญครับ จริงแล้วยังมีข้อดีอีกมากครับสำหรับการบริจาคเลือด แต่เท่านี้ดีกว่าเดียวยาวไป สำหรับผู้ที่กลัวอ้วนไม่ต้องห่วงครับ ไม่มีผลกับการเพิ่มน้ำหนักแน่นอนครับ

ทีนี้มาดูกันว่าก่อนบริจาคเลือดควรรู้อะไรบ้าง ในส่วนนี้เป็นข้อมูลตรงจากทาง สภากาชาดไทยครับ

คุณสมบัติผู้บริจาคเลือด

1. มีน้ำหนัก 45 กิโลกรัมขึ้นไป

2. อายุระหว่าง 17 ปี ถึง 60 ปีบริบูรณ์ ( ถ้าเป็นผู้บริจาคครั้งแรกต้องอายุไม่เกิน 55 ปี)

3. มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว ไม่อยู่ระหว่างไม่สบายหรือรับประทานยาใดๆ

4. ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ หรือติดยาเสพติด

5. สตรีไม่อยู่ในระหว่างมีประจำเดือน ตั้งครรภ์หรือ ให้นมบุตร และไม่มีการคลอดบุตรหรือแท้งบุตรภายใน 6 เดือนที่ผ่านมา

6. ไม่ควรไปบริจาคเลือดเพราะต้องการเช็คสุขภาพจากภาวะการติดเชื้อครับ

การเตรียมตัวก่อนบริจาคเลือด

1. นอนหลับให้เพียงพออย่างน้อย 6 ชั่วโมงต่อเนื่อง ในเวลาปกติคืนก่อนวันบริจาค

2. รับประทานอาหารมื้อหลักก่อนมาบริจาคเลือด หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เนื่องจากจะทำให้น้ำเหลืองเป็นสีขาวขุ่น ไม่สามารถนำไปใช้ได้ครับ

3. งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนบริจาค เรื่องนี้จำเป็นครับ เพราะแอลกอฮอล์นั้นทำให้เลือดไม่แข็งตัว ดังนั้นเพราะเราบริจาคเลือดอาจจะทำให้เลือดไหลหยุดช้า หรือไม่หยุดได้ครับ

4. งดสูบบุหรี่ ก่อนและหลังบริจาคเลือด 1 ชั่วโมง เพื่อให้ปอดฟอกเลือดได้ดี

Blood donor
Blood donor

ขณะบริจาคเลือด

– สวมใส่เสื้อผ้าที่แขนเสื้อไม่คับเกินไป สามารถดึงขึ้นเหนือข้อศอกได้อย่างน้อย 3 นิ้ว

– ทำตัวตามสบาย อย่ากลัว หรือวิตกกังวล

– ไม่ควรเคี้ยวหมากฝรั่ง หรืออมลูกอมขณะบริจาคเลือด

– ขณะบริจาคควรบีบลูกยางอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เลือดไหลได้สะดวก หากมีอาการผิดปกติ เช่น ใจสั่น วิงเวียน มีอาการคล้ายจะเป็นลม อาการชา อาการเจ็บที่ผิดปกติ ต้องรีบแจ้งให้พยาบาลหรือเจ้าหน้าที่ในบริเวณนั้นทราบทันที

– หลังบริจาคเลือดเสร็จเรียบร้อย ห้ามลุกทันที ให้นอนพักสักครู่จนกระทั่งรู้สึกสบายดี จึงลุกไปดื่มน้ำ และรับประทานอาหารว่างที่จัดไว้รับรอง

หลังบริจาคเลือด

ดื่มน้ำมากกว่าปกติ เป็นเวลา 1-2 วัน

– หลีกเลี่ยงการทำซาวน่า หรือออกกำลังกายที่ต้องเสียเหงื่อมากๆ งดใช้กำลังแขนข้างที่เจาะ รวมถึงการหิ้วของหนักๆ เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ภายหลังการบริจาค

– ถ้ามีอาการเวียนศีรษะคล้ายจะเป็นลม หรือรู้สึกผิดปกติ ให้รีบนั่งก้มศีรษะต่ำระหว่างเข่า หรือนอนราบยกเท้าสูงจนกระทั่งมีอาการปกติจึงลุกขึ้น และเดินทางกลับ ป้องกันอุบัติเหตุจากการล้ม

– ถ้ามีเลือดซึมออกมาจากรอยผ้าปิดแผล อย่าตกใจ ให้ใช้นิ้วมืออีกด้านหนึ่งกดลงบนผ้าก๊อส กดให้แน่นและยกแขนสูงไว้ประมาณ 3-5 นาที หากยังไม่หยุดซึมให้กลับมายังสถานที่บริจาคเลือดเพื่อพบแพทย์หรือพยาบาล

– ผู้บริจาคเลือดที่ทำงานปีนป่ายที่สูง หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล ควรหยุดพัก 1 วัน

– รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง และยาธาตุเหล็กที่ได้รับวันละอย่างน้อย 1 เม็ด จนหมด เพื่อป้องกันการขาดธาตุเหล็ก

นี้ก็เป็นทั้งหมดของการบริจาคเลือดที่อยากนำมาเล่าสู่กันฟังครับ เชื่อเถอะครับ มีผู้รอรับเลือดจากเราอีกมากครับ และการบริจาคเลือดเป็นเรื่องที่ดี ยังมีอีกหลายคนที่อยากบริจาคแต่ทำไม่ได้ ถ้าคุณทำได้ ทำไมจะไม่ทำละครับ กับการทำดีที่ไม่เสียอะไรเลย และมีแต่ข้อดีครับ ไปแล้วครับเดียวจะเบื่อกันซะก่อน ….. ฟิ้ว ^^

สนใจการตรวจสุขภาพสอบถามได้ที่ healthlabclinic

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตับ
ตับ คือชีวิต
images (12)
7 คำที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรกล่าวกับเจ้าตัวน้อย
ดาวน์โหลด (3)
เรื่องสิว...สิว

บทความยอดนิยม

ซิฟิลิส
Syphilis
Long COVID
Long COVID
ให้ยีนบอกวิธีลดน้ำหนัก
Weight Sensor ตรวจยีน บอกวิธีลดน้ำหนัก
มหาชัย ทีแอลซี สาขา มหาชัย
เฮลท์แลป สาขา อ่อนนุช
เฮลท์แลป สาขา หัวหิน
นุชรัตน์เฮลท์แลป สาขา หัวนา
เลือกช่องทางนัดหมาย
Social media & sharing icons powered by UltimatelySocial