ไวรัสตับอักเสบบี..จุดเริ่มต้นของมะเร็งตับ

หลายคนคงคุ้นเคยหรือได้ยินคำว่า “ไวรัสตับอักเสบ” อยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะ “ไวรัสตับอักเสบบี” เป็นโรคที่คนไทยรู้จักแต่มักไม่ให้ความสำคัญ เพราะอาจยังไม่รู้ว่าเป็นโรคที่ร้ายแรง ซึ่งประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่พบผู้ที่เป็นพาหะและเป็นโรคไวรัสตับอักเสบจำนวนมาก  

ระยะฟักตัว (หลังติดเชื้อแล้วแต่ยังไม่มีอาการ) ของโรคประมาณ 6-8 สัปดาห์ ผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (HBs Ag) อาจไม่มีอาการหรือมีอาการ ซึ่งแบ่งอาการเป็น 2 กลุ่มคือ

  1. อาการไม่รุนแรง มีอาการโรคตับอักเสบเฉียบพลัน จะมีอาการไข้ต่ำ ๆ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ตาและตัวเหลือง
  2. อาการรุนแรง ตับจะโต จนถึงภาวะตับวายเฉียบพลัน

แต่ถ้าร่างกายสามารถต่อสู้กับเชื้อไวรัสนี้ได้ เชื้อจะค่อยๆลดจำนวนลงและหมดไปใน 5-6 เดือนหลังจากได้รับเชื้อ จากนั้นจะสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อขึ้นมา (HBs Ab) ซึ่งจะเป็นภูมิคุ้มกันไม่ให้เราติดเชื้อไวรัสตับอีกเสบบีไปอีกนานแสนนาน

แต่สำหรับคนที่ไม่หาย ก็มีโอกาสติดเชื้อยาวๆ ไปจนลุกลามเป็นมะเร็งตับได้จากตัวเลขสถิติ

  • ผู้ที่ติดเชื้อประมาณ 5-10% ไม่หาย เกิดโรคตับอักเสบเรื้อรังตามมา ซึ่งในอีก 10 ถึง 20 ปีต่อมา อาจกลายเป็นโรคตับแข็ง และมะเร็งตับในที่สุด
  • ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ในวัยแรกเกิดมักไม่มีอาการ ซึ่งในกลุ่มนี้ 90% ไม่หายขาด กลายเป็นการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง

“เชื้อไวรัสตับอักเสบบี” ติดต่อได้ทางไหน ??

  • การมีเพศสัมพันธ์กับคนที่มีเชื้อโดยไม่ได้สวมถุงยางอนามัย
  • การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การสักตามร่างกาย หรือการเจาะหูที่ไม่สะอาด
  • การใช้แปรงสีฟัน มีดโกน กรรไกรตัดเล็บร่วมกัน
  • การติดต่อจากแม่สู่ทารกในครรภ์มักเกิดการติดเชื้อขณะคลอด
  • การสัมผัสกับเลือด น้ำเลือด น้ำคัดหลั่ง โดยผ่านเข้าทางบาดแผล

คำแนะนำในการตรวจเช็คสุขภาพเพิ่มเติมหลังจากติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีแล้ว

  1. ควรที่จะตรวจ HBe Ag และ HBe Ab  ซึ่งเป็น marker ที่บอกถึงความรุนแรงของโรค หากตรวจพบ HBe Ag แสดงว่าเชื้อกำลังแบ่งตัวเข้าทำลายเซลล์ตับ  และหากตรวจพบ HBe Ab แสดงว่าความรุนแรงของโรคลดลง
  2. ในรายที่ติดเชื้อเรื้อรัง ควรตรวจเช็คสารก่อมะเร็งตับ Alpha fetoprotein (AFP) อย่างน้อยปีละครั้ง รวมไปถึงการตรวจ HBV viral load เพื่อเช็คจำนวนเชื้อไวรัสตับอักเสบบีบ้าง เพื่อประเมินความรุนแรงของโรค

เพราะโรคไวรัสตับอักเสบบีส่วนใหญ่ในช่วงแรกมักไม่แสดงอาการ กว่าจะรู้ตัวก็อาจจะนำไปสู่มะเร็งตับแล้วก็ได้ แต่มีวิธีป้องกันที่จะช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคมะเร็งตับ คือ การฉีดวัคซีนเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับครอบครัวและคนใกล้ชิด  (ควรทำการตรวจเช็คก่อนตรวจ) และตรวจเช็คสุขภาพประจำปี  ดื่มน้ำสะอาด ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่  ลดการทานอาหารที่ส่งผลให้เกิดไขมันพอกตับ ทั้งแป้ง น้ำตาล รวมไปถึงควรงด – ลดการดื่มแอลกอฮอล์  ซึ่งส่งผลต่อการทำลายตับ และออกกำลังกายสม่ำเสมอนะคะ

0 0 vote
Article Rating
Subscribe
Notify of

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

0 Comments
Inline Feedbacks
View all comments
Facebook Messenger
0
Would love your thoughts, please comment.x
()
x