วิตามินที่ละลายในน้ำ

บทความนี้จะมาพูดกันต่อในส่วนของ วิตามินที่ละลายในน้ำ  (Water Soluble Vitamins) ซึ่งประกอบด้วย วิตามิน B และ C แต่ละชนิดมีประโยชน์อย่างไร  พบได้จากแหล่งไหนบ้าง มาดูกันครับ

วิตามินที่ละลายในน้ำ ได้แก่

วิตามิน B ได้แก่ 1.วิตามิน B1 (Thiamine) มีหน้าที่เกี่ยวกับปฏิกิริยาการเปลี่ยนแปลงของคาร์โบไฮเดรต หากได้รับไม่เพียงพอจะทำให้เกิดโรคเหน็บชา อาการเริ่มแรกอาจ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และชาตามปลายมือปลายเท้า วิตามิน B1 มีมากในเนื้อหมู และถั่ว  2.วิตามิน B2 ( Riboflain) มีหน้าที่สำคัญในกระบวนการทำให้เกิดพลังงานในร่างกาย หากได้รับไม่เพียงพอจะทำให้เป็นโรคปากนกกระจอก  ริมฝีปากแตก และลิ้นอักเสบได้  วิตามิน B2 มีมากในตับ หัวใจ ไข่ นม และผักใบเขียว 3.วิตามิน B3 (Niacin) มีหน้าที่เกี่ยวกับปฏิกิริยาการเผาผลาญทำให้เกิดพลังงาน และการสร้างไขมันในร่างกาย หากได้รับไม่เพียงพอจะทำให้ผิวหนังอักเสบบริเวณที่ถูกแดด ท้องเดิน ประสาทเสื่อม และความจำเลอะเลือน Niacin มีมากในเนื้อสัตว์ และเครื่องในสัตว์  4.วิตามิน B5 (Pantothenic Acid) เป็นวิตามินในการสร้างความเจริญเติบโตของร่างกาย ช่วยสร้างเซลล์ใหม่ และช่วยบำรุงระบบประสาท ร่างกายคนเราต้องการวิตามิน B5 อย่างน้อย 200 มิลลิกรัม  5.วิตามิน B6 (Pyridoxine) มีหน้าที่ในกระบวนการเผาผลาญโปรตีนในร่างกาย การขาดจะทำให้เกิดอาการชา และซีดได้ 6.วิตามิน B7 (Biotin) มีหน้าที่ช่วยในกระบวนการเมตาบอลิซึมของกรดไขมัน และกรดอะมิโน ช่วยถนอมผิวพรรณให้ปกติ รักษาโรคทางระบบประสาท พบได้ใน ตับ ถั่วต่างๆ ผลไม้ ยีสต์ มะเขือเทศ ไข่แดง การขาด Biotin จะทำให้ผิวหนังเกิดผดผื่น ขนร่วง อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน  7.วิตามิน B9 หรือ Folic Acid มีประโยชน์สำหรับการสังเคราะห์ DNA และการเจริญเติบโตของเซลล์ และยังจำเป็นในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง ช่วยในเรื่องการย่อยอาหารและระบบประสาท ช่วยในเรื่องจิตใจและอารมณ์ เพราะสารอาหารนี้ช่วยในเรื่องระบบประสาท อาการเมื่อขาด Folic Acid คือ ท้องเสีย, เสียดท้องหรือท้องผูก Folic Acid นั้นมีความจำเป็นต่อการพัฒนาระบบประสาทของทารกในครรภ์ด้วย  ภาวะขาด Folic Acid จะมีอาการเหนื่อยเพลีย เป็นสิว ฝาดลิ้น เป็นแผลที่มุมปาก การขาด Folic Acid ในระยะยาวอาจทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง และภาวะกระดูกพรุนได้ในภายหลัง เช่นเดียวกับโอกาสในการเป็นมะเร็งลำไส้และมะเร็งปากมดลูก  8.วิตามิน B12 (CYANO COBALAMIN) มีส่วนสำคัญต่อการทำงานของเซลล์ในร่างกาย โดยเฉพาะไขกระดูก ระบบประสาท และทางเดินอาหาร ภาวะขาด CYANO COBALAMIN จะทำให้มีอาการซีด ชนิดเม็ดเลือดแดงโต และมีความผิดปกติของระบบประสาท พบมากในอาหารจากสัตว์ เช่น ตับ ไต และน้ำปลา 9.วิตามิน B15 (PANGAMIC Acid) มีในยีสต์ พวกเมล็ดพืชต่างๆ ข้าวซ้อมมือ ประโยชน์ต่อร่างกาย มีประโยชน์ต่อเส้นผม กล้ามเนื้อ ตับ สมอง และหัวใจ ช่วยย่อยไขมัน ทำให้ร่างกายสามารถนำวิตามินอีมาใช้ได้ รักษาโรคทางจิต แพทย์บางท่านใช้วิตามินนี้ร่วมกับการรักษาเบาหวานและเส้นโลหิตอุดตัน

วิตามิน C หรือ Ascorbic Acid  เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง สัตว์ส่วนใหญ่สังเคราะห์วิตามิน C เองได้ แต่มนุษย์ ลิง และหนูตะเภาต้องอาศัยวิตามิน C จากอาหารที่รับประทาน มีบทบาทสำคัญในการสร้างคอลลาเจน ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อกระบวนการสร้างและซ่อมแซมเซลล์เนื้อเยื่อต่างๆ เหงือก ผนังหลอดเลือด กระดูกและฟัน ช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีขึ้น ถูกใช้หมดไปอย่างรวดเร็วเมื่ออยู่ในภาวะเครียด ป้องกันการเกิดปฏิกิริยา ออกซิเดชันของคอเลสเตอรอล ชนิดไม่ดี ช่วยในการรักษาแผลสด แผลไหม้ และอาการเลือดออกตามไรฟัน เพิ่มประสิทธิภาพของยาที่ใช้ในการรักษาโรคติดต่อเชื้อทางเดินปัสสาวะ ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัส และแบคทีเรียหลายชนิด ช่วยต่อต้านการสร้างสารไนไตรซามีน (สารก่อมะเร็ง ) ช่วยในการรักษาและป้องกันหวัด เพิ่มการดูดซึมของธาตุเหล็ก พบมากใน ผลไม้รสเปรี้ยว ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ผักใบเขียว มะเขือเทศ แคนตาลูป ดอกกะหล่ำ มันฝรั่ง และพริกไทย

จบกันไปแล้วนะครับสำหรับเรื่องของ วิตามินที่ละลายในไขมัน และวิตามินที่ละลายในน้ำ อาจจะดูยาวแต่ผมเชื่อว่ามีประโยชน์กับคุณผู้อ่านแน่นอนครับ ฉบับหน้าผมจะหยิบเรื่องของเกลือแร่มาฝากกัน อย่าลืมติดตามกันนะครับ ^^

Facebook Messenger