การดูแลรักษาตนเอง สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

ตรวจสุขภาพเพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน การตรวจสิ่งเหล่านี้เพิ่ม ทำให้ดูแลเบาหวานและป้องกันโรคแทรกซ้อนดีขึ้น

ฮีโมโกลบิน เอ วัน ซี ( Hemoglobin A1C ; Hb A1C ) เป็นการตรวจเพื่อดูค่าเฉลี่ยน้ำตาลในช่วง 2 – 3 เดือนก่อนตรวจว่าคุมได้ดีเพียงใด

Hemoglobin เป็นสารในเม็ดเลือดแดงที่มีหน้าที่พาออกซิเจนไปส่วนต่างๆ ของร่างกาย เมื่ออยู่ในร่างกาย เมื่ออยู่ในกระแสเลือดจะมีส่วนของฮีโมโกลบินที่มีน้ำตาลมาเกาะเรียกว่า Hb A1C ค่า Hb A1C จะสูงถ้าน้ำตาลในเลือดสูงอยู่ตลอด และจะบอกถึงค่าเฉลี่ยของน้ำตาลในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา  เนื่องจากเม็ดเลือดแดงมีอายุเพียงประมาณ 120 วัน

จากการศึกษาพบว่า ถ้าคุมเบาหวานให้ดีลด HbA1C ลง 1% จะลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนของ ตา ไต เส้นประสาท  ลงได้ 35% ลดการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้ 14% และลดอัตราตายที่เกี่ยวกับโรคเบาหวานได้ 21%

ควรตรวจ HbA1C ปีละ 1-4 ครั้ง เพื่อประเมินผลการควบคุมเบาหวาน โดยถือว่าการควบคุมเบาหวานที่ดี  ควรมีระดับ Hb A1C ไม่เกิน 7% และจะดีมากถ้าคุมให้ลดได้ถึงน้อยกว่า6%

ไต อาจประเมินปีละ 1 – 2 ครั้ง โดยเฉพาะถ้าเป็นเบาหวานมานานเกิน 5 ปี โดยตรวจพิเศษจากปัสสาวะ (URINE MICROALBUMIN) ซึ่งจะเป็นตัวบอกเหตุได้เร็วที่สุดถ้าเกิดปัญหาแทรกซ้อนที่ไต ทำให้ป้องกันปัญหาลุกลามได้แต่เนิ่นๆ การตรวจเลือดเพื่อประเมินการทำงานของไตปีละครั้ง และการพบแพทย์โรคไตก็อาจจะจำเป็นในบางกรณี

ตา ผู้ป่วยเบาหวานมีโอกาสเกิดโรคที่ตาง่ายกว่าผู้ป่วยที่ไม่เป็นเบาหวาน เช่น ต้อกระจก กระจกตาถลอก และที่สำคัญ คือ เบาหวานเข้าจอประสาทตา เป็นสาเหตุสำคัญของตาบอด ผู้ป่วยเบาหวานจึงควรพบจักษุแพทย์ อย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อขยายม่านตา ตรวจจอประสาทตาโดยละเอียด

การรักษาด้วยเลเซอร์ เมื่อพบความผิดปกติที่สำคัญจะลดการสูญเสียการมองเห็นได้มากกว่าครึ่ง

เท้า ผู้ป่วยเบาหวานเกิดแผลที่เท้า 15% ตลอดชั่วชีวิต แผลอาจเกิดโดยไม่รู้สึกตัว และใช้เวลารักษานาน นอกจากนี้โอกาสถูกตัดเท้าสูงกว่าผู้ป่วยที่ไม่เป็นเบาหวาน 15-46 เท่า การตรวจเท้าอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยแพทย์ที่ชำนาญเพื่อประเมินความเสี่ยง จะทำให้ดูแลเท้าได้อย่างรอบคอบ ป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับเท้าได้มากกว่าครึ่ง

การตรวจสุขภาพเท้าประกอบด้วย

1.    ประเมินผิวหนัง รอยช้ำและรูปร่างเท้า

2.    ตรวจสอบประสาทสัมผัส

3.    ตรวจหาจุดรับน้ำหนักที่เสี่ยงต่อการเกิดปัญหา

ระบบหลอดเลือด การตรวจความผิดปกติของหลอดเลือดขนาดใหญ่ โดยการใช้เครื่องวัด ABI (Ankle-Brachial Index) ช่วยบ่งชี้ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ อัมพาต

อัมพฤกษ์ ซึ่งเมื่อพบความผิดปกติ สามารถพิจารณาให้ยาเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยง

ข้อบ่งชี้ในการตรวจวัด ABI

1.    เป็นเบาหวานอายุมากกว่า 50 ปี

2.    เป็นเบาหวานอายุน้อยกว่าหรือเท่ากับ 50 ปี ร่วมกับ

–  เป็นเบาหวานนานเกิน 10 ปี

–  สูบบุหรี่ ไขมันในเลือสูง  ความดันโลหิตสูง

iStock_000003503527XSmall_2

เป้าหมายที่ควรควบคุมให้ได้

1.    FPG < 120 น้ำตาลตอนเช้าก่อนอาหารควรต่ำกว่า 120 มก.%

2.    HbA1C < 7 ค่าเฉลี่ยน้ำตาลสะสม (ตรวจทุก 3-6 เดือน) ควรน้อยกว่า 7% แสดงถึงว่าควบคุมเบาหวานได้ดีเสมอต้นเสมอปลาย

3.    CHOLESTEROL < 200 ; TRIGLYCERIDE < 150 ; HDL  >  40 ; LDL  <  100
ระดับไขมันในเลือด ควรดูแลให้คอเลสเตอรอลน้อยกว่า 200 มก.%  ไตรกลีเซอไรด์น้อยกว่า 150 มก.% ไขมันดี (เอชดีแอล) มากกว่า 40 มก.% และไขมันร้าย (แอลดีแอล) น้อยกว่า 100 มก.% เพื่อลดโอกาสการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ และเส้นเลือดสมองตีบ

4.    BMI < 25 น้ำหนักตัวต้องไม่มากเกิน คือ BODY MASS INDEX  น้อยกว่า 25 กิโลกรัม  น้ำหนักตัวหารด้วยส่วนสูงเป็นเมตรยกกำลังสอง

5.    BP < 130/80 mm. Hg ปกติความดันโลหิตสูงไม่ควรเกิน 140/90 mm. Hg ในผู้ป่วยเบาหวานพบว่า ถ้าต่ำกว่า 130/80 mm.Hg จะเกิดผลดีกว่า  เพราะลดโอกาสเกิดไตเสื่อม

6.    NO SMOKING บุหรี่มีผลเสียทุกมวนที่สูบ ทำให้เส้นเลือดหัวใจสมองเสื่อมเพิ่มขึ้น  ผู้ป่วยเบาหวานต้องไม่สูบบุหรี่

เป้าหมายที่ควรควบคุมให้ได้

1.    FPG  < 120

2.    HbA1C <  7

3.    CHOLESTEROL  <  200 ; TRIGLYCERIDE  < 150 ; HDL  >  40 ; LDL  <  100

4.    BMI  <   25

5.    ความดันโลหิต  <  130/80 mm. Hg

6.    NO SMOKING

จาก www.bangkokhealth.com

Facebook Messenger