เราจะมาพูดถึงเรื่อง โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่นอกจากโรคเอดส์ที่ได้เคยเขียนเอาไว้แล้วนะคะ สำหรับครั้งนี้จะพูดถึงการตรวจเลือดสำหรับซิฟิลิส และไวรัสตับอักเสบ บี ซึ่งเริ่มเป็นที่รู้จักกันมากขึ้น

images (6)

การตรวจเลือดสำหรับซิฟิลิส

การตรวจเลือดสำหรับซิฟิลิสจัดเป็นการตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่สำคัญ วิธีการตรวจมีหลายชนิด แต่ที่นิยมปฏิบัติพอจะแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มคือ

  1. การตรวจชนิดไม่เฉพาะ (Non-treponemal test) เป็นการตรวจที่ทำได้ง่าย ราคาถูก และรู้ผลอย่างรวดเร็ว อย่างไรกีดีอาจมี ผลบวกปลอมเกิดขึ้นได้ ทั้งนี้เพราะสิ่งที่เราตรวจวัดในเลือดนั้นเป็นแอนติบอดีต่อสารโปรตีนหลาย ๆ ชนิด การตรวจในกลุ่มนี้ได้แก่
  •  การตรวจ VDRL (Venereal Diseases Research Laboratory)
  •  การตรวจ RPR (Rapid Plasma Reagins Test) ซึ่งการอ่านผลจะทำได้เร็วกว่า VDRL

 ผลการตรวจจะอ่านออกมาโดยประมาณ เช่น บวกน้อย (Weakly reactive) บวกปานกลาง (Moderate reactive) หรือบวกมาก (Strongly reactive) หรือห้องปฎิบัติการนั้นอาจจะละลายนํ้าเหลือง (Dilute) และหาระดับของแอนติบอดีมาให้ด้วยจะรายงานผลเป็นผลบวก 1 : 2, 1 : 4, 1 : 8, 1 : 16, 1 : 32 ฯลฯ การรายงานผลลักษณะนี้จะมีประโยชน์ในการติดตามผลการรักษาว่าได้ผลหรือไม่ แต่การตรวจชนิดไม่เฉพาะเกิดผลบวกปลอมได้ทั้ง การตรวจ VDRL และ RPR ซึ่งอาจจะพบได้ 2 ชนิดคือ

– ผลบวกปลอมชนิดเป็นอยู่ชั่วคราว (น้อยกว่า 6 เดือน) พบบ่อยในการ ติดเชื้อไวรัส เช่น ไข้หวัด หรือการติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด

– ผลบวกปลอมชนิดเรื้อรัง (เป็นมากกว่า 6 เดือน) พบบ่อยในคนที่มีโรคภูมิต้านทานต่อเนื้อเยื่อของตนเอง (Autoimmune disease) หรือในโรคมะเร็งของต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma)

         2. การตรวจชนิดเฉพาะ (Specific หรือTreponemal test)

ได้แก่การตรวจซึ่งมีความแม่นยำสูงเฉพาะสำหรับโรคซิฟิลิสเท่านั้น การ ตรวจดังกล่าวนี้ยุ่งยาก สิ้นเปลือง และต้องอาศัยความชำนาญมากกว่าในกลุ่มแรกมาก แต่ก็มีประโยชน์มากในการยืนยันการวินิจฉัยโรคซิฟิลิส ในกรณีที่อาการแสดงของโรคไม่ชัดเจน เช่น โรคซิฟิลิสในระยะแฝง โรคซิฟิลิสของหัวใจ โรคซิฟิลิสระบบประสาทและโรคซิฟิลิสแต่กำเนิด เป็นต้น การตรวจในกลุ่มนี้ได้แก่

1. การตรวจ FTA-ABS (Fluorescent Treponemal Antibody Absorption Tests) วิธีการตรวจนี้จะมีความไวและแม่นยำสูงสุด แต่ต้องอาศัยกล้องจุลทรรศน์พิเศษ และห้องปฎิบัติการที่ตรวจควรมีความชำนาญมากพอควร

2. การตรวจ TPHA (Treponema Pallidum Hemagglutination Assay) วิธีการตรวจนี้ทำง่ายกว่าวิธีที่ 1 แต่มีข้อเสียคือ ความไวและความแม่นยำจะลดลงไปบ้าง

ข้อบ่งชี้ในการตรวจเลือดสำหรับโรคซิฟิลิส

  1. ควรตรวจ VDRL หรือ RPR ทันทีเมื่อเกิดเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นชนิดใดก็ตาม และควรมีการตรวจซ้ำอีกอย่างน้อย 1 ครั้งใน 3 เดือน
  2.  ควรตรวจ VDRL หรือ RPR อย่างน้อย 1 ครั้งภายใน 3 เดือนหลังจากไปมีเพศสัมพันธ์กับคนที่อาจเป็นพาหะของโรค เช่น หญิงโสเภณี หรือเพื่อนชายที่มีประวัติสำส่อนทางเพศ
  3.  ควรตรวจ VDRL หรือ RPR ก่อนสมรส ทั่งฝ่ายชายและหญิง
  4.  ควรตรวจ VDRL หรือ RPR เมื่อตั้งครรภ์ได้ 3 เดือน และควรตรวจซ้ำ อีกครั้งเมื่อตั้งครรภ์ได้ 6 เดือน หรือใกล้คลอด
  5.  ทารกที่เกิดจากแม่ที่มีเลือดบวก จะต้องได้รับการตรวจเลือดโดยวิธี VDRL หรือ RPR ร่วมกับ FTA-ABS หรือ TPHA ด้วยเสมอ และติดตามตรวจซ้ำทุก ๆ เดือน ประมาณ 3-6 เดือนจนกว่าแน่ใจว่าจะไม่ติดโรค
  6. ควรตรวจ VDRL หรือ RPR ร่วมไปด้วยในการตรวจเช็คสุขภาพ ประจำปีทุกครั้ง ถ้ามีประวัติเพศสัมพันธ์สำส่อน ในกรณีพบผลบวกขึ้นมาจะต้องตรวจ FTA-ABS หรือ TPHA ซ้ำเพี่อให้แน่ใจว่าเป็นผลบวกจริง ซึ่งหมายถึงการมีโรคซิฟิลิสระยะแฝง
  7. ควรตรวจ VDRL หรือ RPR ร่วมกับ FTA-ABS หรือ TPHA ในกรณีที่เกิดอาการซึ่งสงสัยว่าจะเป็นโรคซิฟิลิส เช่น มีแผลริมแข็งที่อวัยวะเพศ มีผื่นไม่คันตามตัว มีผมร่วง มีต่อมนํ้าเหลืองโตทั่ว ๆ ไป หรือมีอาการทางระบบประสาท เช่น หลงลืม บุคลิกภาพเปลี่ยนแปลง ตามัว ประสาทหูเสื่อม อาการชักในผู้ใหญ่ อาการเดินเซ เป็นต้น

การวินิจฉัยให้แน่นอนลงไปว่าเป็นโรคซิฟิลิสจริงหรือไม่ และเป็นระยะ ไหนมีความสำคัญมาก ทั่งนี้เพราะการรักษามีความแตกต่างกันในโรคระยะต่าง ๆ หากการรักษาผิดพลาดหรือไม่ได้ผลเต็มที่ อาจเกิดความพิการเกินกว่าจะแก้ไขได้ เช่น ตาบอด เป็นอัมพาต


images (7)

การติดตามผลการรักษาโรคซิฟิลิสโดยการตรวจเลือด

การตรวจ VDRL หรือ RPR สามารถใช้ติดตามผลการรักษาโรคซิฟิลิส ในระยะเริ่มแรกได้ กล่าวคือ โรคในระยะแรก (เป็นน้อยกว่า 2 ปี) มักจะมีระดับของแอนติบอดีสูง จะตรวจ VDRL หรือ RPR มีระดับสูง

 หากพบว่าหลังจากการรักษาแล้ว ระดับของการตรวจเลือดไม่ลดลง หรือกลับสูงขึ้น สาเหตุที่เป็นไปได้คือ

1. การรักษาไม่ได้ผล เซ่น ได้รับยาในขนาดน้อยเกินไป

2. มีโรคซิฟิลิสของระบบประสาทแฝงอยู่

3. ติดเชื้อใหม่

การตรวจเลือดสำหรับโรคไวรัสตับอักเสบชนิดบี

เนื่องจากโรคไวรัสตับอักเสบชนิดบี ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อที่พบบ่อยชนิดหนึ่งนั้น สามารถแพร่กระจายได้จากการได้รับเลือด หรือมีเพศสัมพันธ์กับคนที่เป็นพาหะของโรค โรคนี้จึงพบได้บ่อยในผู้ที่มีเพศสัมพันธ์สำส่อน อาทิเช่น ในชายรักร่วมเพศ จะเป็นพาหะของโรคนี้สูงกว่าคนธรรมดาตั้งแต่ 3- 10 เท่าแล้วแต่การศึกษาใน
แต่ละประเทศ แม้ว่าส่วนใหญ่ของผู้ที่เป็นไวรัสตับอักเสบชนิดบีจะหายได้เอง แต่ส่วนหนึ่งอาจจะมีอาการของตับอักเสบเรื้อรัง จนกลายเป็นโรคตับแข็ง หรือเป็นมะเร็งของตับในที่สุด ในปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบที่ได้ผลดี

images (9)

 ในปัจจุบันมีวิธีการตรวจหลายวิธี แต่วิธีที่ได้ความแม่นยำสูงได้แก่วิธีที่ เรียกว่า ELISA (Enzyme-linked immunosorbent assay) หรือวิธี RIA (Radio-lmmuno assay) ทั้งสองวิธีทำได้ในประเทศไทย แต่ราคาแพง วิธีที่นิยมทำกันทั่วไปได้แก่วิธี RPHA (Reverse Passive Hemagglutination Assay) ซึ่งราคาถูกกว่ามาก และในปัจจุบันสามารถเตรียมน้ำยาทดสอบในประเทศไทยได้แล้ว การตรวจควรตรวจหา 2 อย่างคือimages (10)

  •  เอสแอนติเจน หาเชื้อไวรัสตับ ชนิดบี (HBsAg)
  •  แอนติบอดีต่อคอร์แอนติเจน หาภูมิคุ้มกันเพื่อหาการเป็นพาหะ (HBcAb)

ถ้าพบว่าได้ผลลบทั้งสองอย่าง แสดงว่ายังไม่เคยได้รับเชื้อมาก่อน  ในคนที่พบผลบวกชนิดเอสแอนติเจน (HBsAg) ควรตรวจดูการทำงานของตับเพิ่มเติม เพื่อดูว่าอาจเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรังหรือไม่

สนใจการตรวจสุขภาพสอบถามได้ที่ healthlabclinic