ความแตกต่างของหนองในแท้กับหนองในเทียม

ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนส่วนใหญ่ชอบที่จะมีเซ็กส์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย คงด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานา แต่ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไร ก็คงไม่มีใครอยากติดโรคจากสิ่งนี้เช่นกัน ถ้าจะบอกว่าความประมาท เลินเล่อเป็นบ่อเกิดของความหายนะก็คงจะไม่ผิดนัก เพราะเมื่อเราเกิดพลาดท่า ก็คงโทษใครไม่ได้นอกจากตัวเอง หนึ่งในโรคฮิตของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่พบมากไม่แพ้โรคเอดส์นั่นก็คือโรคหนองในแท้และหนองในเทียม

โดยหนองในแท้ เกิดจากการติดเชื้อที่มีชื่อว่า Neisseria gonorrhea ส่วนหนองในเทียม เกิดได้จากเชื้อหลายชนิดเป็นการติดเชื้อในกลุ่มอื่นที่ไม่ใช่  Neisseria gonorrhea แต่ที่พบบ่อยสุดมักเกิดจากเชื้อ Chlamydia trachomatis โรคนี้ติดต่อได้จากการที่มีเพศสัมพันธ์โดยที่ไม่ได้ใส่ถุงยางอนามัย ไม่ว่าจะเป็นทางปาก ช่องคลอด หรือทวารหนักก็ติดได้หมด

 

อาการที่พบ

ในเพศชาย : อาการของโรคหนองในแท้และหนองในเทียมมักมีอาการคล้ายคลึงกัน โดยอาการเริ่มแรกจะรู้สึกระคายเคืองท่อปัสสาวะ ต่อมาจะมีอาการแสบขัด มีหนองไหลออกมาจากท่อปัสสาวะ แต่หนองในแท้จะมีลักษณะข้นและขุ่นกว่า มีปริมาณหนองมากกว่า และระยะเวลาในการเกิดโรคหนองในแท้จะเร็วกว่าโรคหนองในเทียม โดยหนองในแท้จะใช้เวลาประมาณ 2-5 วัน และหนองในเทียมจะใช้เวลากว่า 1-3 สัปดาห์จึงจะเกิดอาการ นอกจากนี้ยังอาจพบอัณฑะบวม หรือมีการอักเสบ และหากมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก ก็อาจมีเมือกหรือหนองออกมาทางทวารหนักเช่นเดียวกับในท่อปัสสาวะ

ในเพศหญิง : ทั้งหนองในแท้และหนองในเทียมจะมีอาการเหมือนกันคือโดยส่วนมากผู้หญิงมักจะไม่ค่อยมีอาการ แต่อาจจะมีตกขาวเป็นหนองสีเหลือง มีกลิ่นเหม็น แสบขัดเวลาถ่ายปัสสาวะ

สิ่งสำคัญที่ผู้คนมักละเลยคือการปล่อยให้อาการสงบไปเอง หรือซื้อยามารักษาเอง คิดว่าเชื้อนั้นหมดไปแล้ว แต่จริงๆเชื้อนั้นได้ลามไปยังอวัยวะอื่นๆ ซึ่งเป็นอันตรายเพราะสามารถทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆตามมาได้ โดยในผู้ชาย เชื้ออาจลามลงอัณฑะทำให้อัณฑะ อักเสบบวมเจ็บเป็นเหตุให้เป็นหมันหรืออาจลามเข้ากระแสเลือด ทำให้เกิดข้ออักเสบ ลิ้นหัวใจอักเสบ หรือแม้แต่เยื่อหุ้มสมองอักเสบได้ ส่วนในผู้หญิงอาจเกิดฝีบวมโต ต่อมบาร์โธลินอักเสบ เกิดการอักเสบในอุ้งเชิงกราน เมื่อเชื้อลามเข้ามดลูก ไปสู่ปีกมดลูก ทำให้ท่อนำไข่ตีบตัน ปีกมดลูกอักเสบ ทำให้เกิดท้องนอกมดลูก หรือเป็นหมันในที่สุด

ดังนั้นควรตรวจหาเชื้อให้เจอเร็วที่สุด และรีบทำการรักษา ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้…ซึ่งวิธีการตรวจหาเชื้อนั้นมีหลายวิธี วิธีที่นิยมก็คือการตรวจจากการดูลักษณะประวัติอาการ ตรวจจากหนอง นำมาย้อมสไลด์ดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ การเพาะเชื้อ แต่ในคุณผู้หญิงนั้นมักจะตรวจพบได้ยาก เพราะมักไม่แสดงอาการ ไม่มีหนองออกมา ก็สามารถตรวจด้วยเทคนิคใหม่ PCR ซึ่งตรวจได้ทั้งจากหนองและปัสสาวะ